ตลอดเวลาเกือบสิบปี ความแห้งแล้งได้บีบเค้นที่ราบกึ่งแห้งแล้งอันกว้างใหญ่ไพศาลขนาดเท่ารัฐวิสคอนซินในจังหวัดมังกีย์สตาอู (Mangystau) ทางภาคตะวันตกของประเทศคาซัคสถาน วงจรหิมะหน้าหนาวและฝนฤดูใบไม้ผลิที่คอยหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจชนบทของคนเลี้ยงแกะ คนเลี้ยงม้าและคนเลี้ยงอูฐค่อยๆหดหายไป เมื่อสัตว์เศรษฐกิจมากกว่าครึ่งค่อยๆตายไปที่ราบที่อ้างว้างก็กลายเป็นว่างเปล่า มีกระท่อมคนเลี้ยงแกะถูกทิ้งร้างกระจายอยู่ทั่วพื้นที่
แต่ระหว่างสองปีที่ผ่านมา ท้องฟ้าที่แปรปรวนบนพื้นที่ที่แสนไกลมุมหนึ่งของเอเชียกลางได้เปิดขึ้นอีกครั้ง ฤดูใบไม้ผลินี้ ฝนได้ตกลงมาอย่างไม่ขาดสายแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชั่วอายุคน เม็ดฝนที่ตกลงมาหนักราวกับลูกบอลเหล่านี้ ได้ทำลายถนนและหลั่งไหลเข้าท่วมเมือง เปลี่ยนพื้นที่ราบทั้งหลายให้เหนียวเหนอะหนะเหมือนกาว ซ้ำยังทำให้แอ่งน้ำเค็มซึ่งเป็นบ้านของบรรดาภูตเต็มไปด้วยน้ำกร่อย ผู้คนจำนวนมากโทษปริมาณน้ำฝนที่แปรปรวนอย่างรวดเร็วว่าเป็นผลลัพธ์ใหม่ของภาวะโลกร้อน แต่ผลลัพธ์หนึ่งที่เก่าแก่คือการเกิดใหม่ของทุ่งหญ้าเขียวขจีซึ่งอาจเคยมีให้เห็นและเคยทำให้ชนเผ่าเร่ร่อนต่อสู้เพื่อแย่งชิงกันในสมัยเส้นทางสายไหม (the Silk Roads)
ต้นหญ้าในพื้นที่มีความหลากหลาย พวกมันมีชื่อต่างๆในภาษาคาซัคเช่น jusan, jabaya, mortik, kuosik, mundalak และอื่นๆอีกมาก ต้นหญ้ามีทั้งสีเทาเขียว สีมรกต สีเหลืองมะนาว สีบรั่นดี และบ่อยครั้งที่จะเห็นพวกมันแต้มไปด้วยดอกไม้
ผู้นำทางชาวคาซัคชื่อโดแลท เบเกนดิคอฟ (Daulet Begendikov) และทัลกัท โอมารอฟ (Talgat Omarov)และผม เดินข้ามที่ราบเป็นระยะทาง 350 ไมล์เผื่อมุ่งหน้าสู่ประเทศอุซเบกิสถาน ตามเส้นทางมีหญ้าอ่อนเขียวขจีแผ่ทอดตัวใต้สายลมและใต้ม่านแสงที่ไม่มีวันดับ ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เราเดินทางท่ามกลางเสียงเพลงแห่งนก เราผูกม้าบรรทุกของไว้ท่ามกลางวงล้อมของต้นหญ้า เช่นเดียวกับที่เรากลัดตัวอยู่ท่ามกลางการฟื้นชีวิตขึ้นมาอีกครั้งของท้องทุ่ง
